สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นบุคคลสำคัญของประเทศในฝ่ายการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ที่ได้รับการเลือกตั้งเพื่อเป็นตัวแทนของประชาชนในการทำหน้าที่พัฒนาประเทศ การเฝ้าติดตามศึกษาวิจัยเพื่อประเมินผลการทำงานของ ส.ส. จากการวัดความรู้สึกนึกคิดและความนิยมของประชาชนต่อภาพลักษณ์ของ ส.ส. และพรรคการเมืองต้นสังกัดย่อมจะส่งผลข้อมูลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และสถิติศาสตร์ให้กับสถาบันการเมืองโดยรวมเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนทั้งประเทศได้
เมื่อพิจารณาระยะเวลาของการทำหน้าที่ ส.ส. ภายหลังจากมีการเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อสี่ปีที่ผ่านมา พบว่า ผลงานของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลนั้น มีนโยบายหลายประการที่ถูกใจประชาชน และผลงานของ ส.ส.ฝ่ายค้านในการเฝ้าติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้นก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากสถาบันสื่อสารมวลชน ผลที่ตามมาคือ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับประโยชน์ ทั้งจากการทำงานของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและการตรวจสอบจาก ส.ส.ฝ่ายค้านและสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือน รัฐบาลจำเป็นต้องคืนอำนาจกลับไปให้ประชาชนเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้อำนาจอันชอบธรรมของตนเองเลือกผู้แทนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรตามกรอบของรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย
สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จึงจัดตั้งโครงการสำรวจนำร่องเพื่อประมาณการจำนวนที่นั่ง ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง โดยอาศัยหลักสถิติศาสตร์ทำการสุ่มตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน 400 เขตทั่วประเทศ นอกจากนี้สำนักวิจัยฯ ยังได้ทำการประเมินภาพลักษณ์ของ ส.ส. โดยภาพรวมอีกด้วย เพื่อสำรวจการติดตามข่าวสารประเด็นสำคัญทางการเมืองของประชาชน การรับรู้และความพึงพอใจในผลงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส) ความคิดเห็นของประชาชนต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่ และเพื่อประมาณการจำนวนที่นั่ง ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง
โครงการสำรวจภาคสนามของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญในครั้งนี้ เรื่อง "โครงการสำรวจนำร่องเพื่อประมาณการจำนวนที่นั่ง ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ก่อนพรรคไทยรักไทย คิกออฟแคมเปญ: กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน 400 เขตทั่วประเทศ" ดำเนินโครงการสำรวจระหว่างวันที่ 23 กันยายน - 16 ตุลาคม 2547
ประเภทของการสำรวจวิจัยครั้งนี้คือ การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research)
กลุ่มประชากรเป้าหมาย คือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 400 เขตทุกจังหวัดทั่วประเทศ
เทคนิควิธีการสุ่มตัวอย่าง ได้แก่ การเลือกตัวอย่างด้วยวิธีแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิ (Stratified Cluster Sampling)
ขนาดของตัวอย่าง คือ 26,133 ตัวอย่าง พบว่า
เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามตัวอย่างถึงการติดตามประเด็นสำคัญทางการเมืองในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 25.0 ระบุติดตามอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 65.8 ระบุติดตามบ้างเป็นบางครั้ง และร้อยละ 9.2 ระบุไม่ได้ติดตามเลย ทั้งนี้เมื่อสอบถามถึงพรรคการเมืองที่ตัวอย่างรู้จัก พบว่าตัวอย่างร้อยละ 93.0 ระบุพรรคไทยรักไทย ร้อยละ 84.4 ระบุพรรคประชาธิปัตย์ และ ร้อยละ 66.8 ระบุพรรคชาติไทย ตามลำดับ
นอกจากนี้ผลการสำรวจของเอแบคโพลล์ ยังแสดงถึงความคิดเห็นของตัวอย่างต่อการทำงานของ ส.ส. ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2544 ในประเด็นสำคัญต่างๆ ซึ่งพบว่า เมื่อสอบถามตัวอย่างถึงการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานั้น ตัวอย่างร้อยละ 41.8 ระบุว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงในพื้นที่พักอาศัยของตน ในขณะที่ร้อยละ 58.2 ระบุไม่มี สำหรับความคิดเห็นของตัวอย่างต่อการทำงานของ ส.ส.ในพื้นที่เลือกตั้งของตนนั้นพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 56.3 ระบุไม่เคยพบเห็น/ไม่เคยทราบข่าว ว่ามี ส.ส.ลงพื้นที่เยี่ยมชาวบ้านในพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ ในขณะที่ร้อยละ 43.7 ระบุเคยพบเห็น/เคยทราบข่าว ตัวอย่างร้อยละ 63.5 ระบุรับรู้ว่า ส.ส.ได้มีการทำประโยชน์ให้กับชุมชนที่พักอาศัยของตน ในขณะที่ร้อยละ 36.5 ระบุว่า ส.ส.ไม่เคยทำประโยชน์กับชุมชนที่พักอาศัยของตนเลย อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามความพึงพอใจของตัวอย่างต่อการทำงานเพื่อประชาชนของ ส.ส.ในเขต/ในจังหวัดของตนนั้น พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 55.9 ระบุพอใจ/ค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 29.6 ระบุไม่พอใจ/ไม่ค่อยพอใจ ในขณะที่ร้อยละ 14.5 ไม่ระบุความคิดเห็น
ผลประมาณการจำนวนผู้ตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง (สมมติว่ามีการเลือกตั้งใหม่ในวันนี้) พบว่ามีจำนวนผู้ตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 27,066,448 คน คิดเป็นร้อยละ 63.3 ในขณะที่จำนวนผู้จะไม่ไปใช้สิทธิ 9,449,739 คนคิดเป็นร้อยละ 22.1 ตามลำดับ โดยที่ตัวอย่างร้อยละ 33.2 ระบุคิดว่าจะเลือก ส.ส.คนเดิม ร้อยละ 29.0 ระบุ คิดว่าจะเลือกคนใหม่ ร้อยละ 23.9 ระบุคิดว่าเลือกใครก็ได้ที่เป็นผู้สมัครจากพรรคที่ตนต้องการ ทั้งนี้ตัวอย่างที่ระบุจะเลือกผู้สมัครคนใหม่นั้นระบุว่าเป็นผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทย ร้อยละ 48.9 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 34.9 พรรคมหาชน ร้อยละ 4.2 พรรคชาติไทย ร้อยละ 3.4 พรรคชาติพัฒนา และพรรคต้นตระกูลไทยในสัดส่วนที่เท่ากันคือ ร้อยละ 3.3 ตามลำดับ
ประเด็นสำคัญสุดท้ายจากการสำรวจในครั้งนี้ ได้แก่ผลการประมาณการเพื่อคำนวณจำนวน ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ (ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นในวันนี้) พบว่า พรรคไทยรักไทยมี ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อที่คาดว่าจะได้จำนวน 59 คน พรรคประชาธิปัตย์ มีจำนวนส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อที่คาดว่าจะได้จำนวน 34 คน และ พรรคชาติไทย จำนวน 7 คน ตามลำดับ เมื่อพิจารณาฐานข้อมูลเดิม ส.ส. บัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2544 ที่ผ่านมา (อ้างอิงจากข้อมูลของ กกต.) พบว่า พรรคไทยรักไทย พรรคความหวังใหม่ และพรรคชาติพัฒนา รวมกันมี ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด 61 คน ซึ่งปัจจุบันนี้ แกนนำสำคัญ และส.ส.ของพรรคความหวังใหม่
พรรคชาติพัฒนาและพรรคชาติไทย บางคนได้ย้ายไปรวมกับพรรคไทยรักไทยแล้ว แต่ผลสำรวจที่ค้นพบครั้งนี้กลับแสดงให้เห็นว่า ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นวันนี้ พรรคไทยรักไทยคาดว่าจะได้ 59 ที่นั่ง ซึ่งไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวน ส.ส.ที่มีการรวมยุบเข้ามาในพรรคไทยรักไทย ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์คาดว่าจะได้ 34 ที่นั่ง (เพิ่มขึ้น 2 ที่นั่ง) และพรรคชาติไทยคาดว่าจะได้ 7 ที่นั่ง (เพิ่มขึ้น 1 ที่นั่ง) อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นวันนี้ พรรคไทยรักไทยคงจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งได้อย่างไม่ยากนัก แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ดูเหมือนว่าจะได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาลเข้มข้นมากยิ่งขึ้น