ถึงขณะนี้แล้ว เรื่องราวที่กำลังเป็นที่สนใจของชาวกรุงเทพฯ เป็นอย่างยิ่ง เห็นจะหนีไม่พ้นเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ที่กำลังจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ซึ่งพรรคการเมืองต่างๆ ก็ได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งผู้ว่ากรุงเทพฯ กันอย่างคึกคัก ซึ่งรวมถึงผู้ประกาศตัวลงชิงชัยเป็นอิสระโดยไม่สังกัดพรรคการเมืองใดๆ เช่นกัน
กลุ่มคนที่คาดกันว่าน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญของการลงคะแนนเลือกตั้งในครั้งนี้ก็คือกลุ่มวัยรุ่น หรือ คนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 18 - 24 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เพิ่งจะมีโอกาสใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรก และเป็นกลุ่มคนที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต
ดังนั้นการสร้างจิตสำนึกต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนกลุ่มนี้จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป
สำนักวิจัยฯ จึงได้จัดส่งอาจารย์ เจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บรวบรวมข้อมูลลงพื้นที่เป้าหมายเพื่อสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มนักศึกษาต่อการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่จะมีขึ้น
โครงการสำรวจภาคสนามของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญในครั้งนี้เรื่อง "คนรุ่นใหม่กับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร : กรณีศึกษาตัวอย่างนักศึกษาที่มีอายุระหว่าง 18 - 24 ปีที่มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่า กทม. " ซึ่งดำเนินโครงการสำรวจระหว่างวันที่ 5 - 9 กรกฎาคม 2547
ประเภทของการสำรวจวิจัยครั้งนี้คือ การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research)
เทคนิควิธีการสุ่มตัวอย่างได้แก่ การสุ่มตัวอย่างแบบ Cluster Sampling
พบว่า
ผลสำรวจพบว่าตัวอย่างนักศึกษาส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 77.2 ติดตามข่าวสารทางการเมืองบ้างเป็น บางครั้ง ในขณะที่ร้อยละ 18.3 ติดตามเป็นประจำ และร้อยละ 4.5 ไม่ได้ติดตามเลย ซึ่งตัวอย่างร้อยละ 32.1 ระบุทราบวันที่เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ คือวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ขณะที่ตัวอย่างร้อยละ 44.3 ระบุว่าทราบแต่ไม่สามารถระบุวันที่ถูกต้องได้ หรือระบุผิดวัน และ ตัวอย่างร้อยละ 23.6 ระบุไม่ทราบ
ประเด็นที่น่าพิจารณาคือคุณสมบัติของผู้ว่ากรุงเทพฯ ที่ตัวอย่างเป็นอันดับแรกคือ มีความซื่อสัตย์สุจริต (ร้อยละ 17.7) อันดับสองได้แก่ มีความรู้ความสามารถ (ร้อยละ 15.9) อันดับสามได้แก่ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล (ร้อยละ 12.3) อันดับสี่ได้แก่ ต้องกล้าคิด กล้าตัดสินใจ (ร้อยละ 11.8) อันดับห้าได้แก่ มีความขยัน และตั้งใจทำงาน (ร้อยละ 11.4) และอันดับหก ได้แก่ มีความเป็นผู้นำ (ร้อยละ 11.0) ตามลำดับ
นอกจากนี้คณะผู้วิจัยได้สอบถามถึงเกณฑ์ที่ใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกผู้ว่ากรุงเทพฯ คนใหม่ พบว่า ร้อยละ 78.1 ระบุว่าเลือกโดยพิจารณาจากนโยบายในการทำงาน ร้อยละ 63.8 ระบุว่าเลือกโดยพิจารณาจากคุณสมบัติของตัวบุคคล ร้อยละ 58.8 ระบุว่าเลือกโดยพิจารณาจากการมีส่วนช่วยเหลือสังคม ร้อยละ 46.3 ระบุว่าเลือกโดยพิจารณาจากผลงานในอดีตที่ผ่านมา ร้อยละ 10.2 ระบุว่าเลือกโดยพิจารณาจากเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จัก ร้อยละ 9.2 ระบุว่าเลือกโดยพิจารณาจากพรรคการเมืองที่สังกัด ร้อยละ 8.0 ระบุว่าเลือกโดยพิจารณาจากการเป็นผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรคการเมือง และร้อยละ 6.7 ระบุว่าเลือกโดยพิจารณาจากฐานะทางการเงินของบุคคล
ประเด็นที่น่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง คือ ตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 71.6 ระบุเชื่อว่าการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ ที่จะมีขึ้นจะมีการซื้อสิทธิขายเสียง ขณะที่ตัวอย่างร้อยละ 10.2 ระบุไม่เชื่อว่าจะมี และร้อยละ 18.2 ระบุไม่มีความคิดเห็น นอกจากนี้ตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 75.3 ระบุความตั้งใจว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างแน่นอน ขณะที่ตัวอย่างร้อยละ 22.1 ระบุว่ายังไม่แน่ใจว่าจะไปหรือไม่ และ ร้อยละ 2.6 ระบุว่าคงจะไม่ไป ยิ่งไปกว่านั้น ตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 51.4 ระบุว่าไม่กลัวถูกตัดสิทธิต่างๆ ทางการเมืองหากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ขณะที่ร้อยละ 48.6 ระบุว่ากลัวถูกตัดสิทธิ
ประเด็นสำคัญสุดท้าย คือ ปัญหาที่ตัวอย่างต้องการให้ผู้ว่ากรุงเทพฯ คนใหม่เร่งแก้ไขเป็นอันดับแรกได้แก่ การแก้ปัญหาการจราจรติดขัด (ร้อยละ 83.4) อันดับสองได้แก่ อาชญากรรม และความไม่ปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน (ร้อยละ42.6) อันดับสามได้แก่ มลพิษต่างๆ (น้ำ อากาศ เสียง) (ร้อยละ 38.1) อันดับสี่ได้แก่ ยาเสพติด (ร้อยละ 15.2) อันดับห้าได้แก่ สินค้าราคาแพง (ร้อยละ 9.7) อันดับหก ได้แก่ จัดระบบผังเมืองให้เป็นระเบียบ (ร้อยละ 8.2) และอันดับเจ็ด ได้แก่ น้ำท่วมขัง (ร้อยละ 8.2)