เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น การตัดสินใจเลือกตั้งผู้ว่ากทม. ของประชาชนคนกรุงเทพมหานครก็จะเกิดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ คนกรุงเทพมหานครจะเลือกใครมาบริหารราชการเพื่อแก้ปัญหาที่สะสมมา ยาวนาน ทั้งปัญหาจราจร ปัญหาแหล่งเสื่อมโทรมของชุมชน และปัญหาคุณภาพชีวิตต่างๆ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญจึงดำเนินโครงการวิจัยเพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่า ราชการกรุงเทพมหานครต่อคุณสมบัติของผู้สมัครผู้ว่า กทม. ในอุดมคติ เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อปัจจัยในการตัดสินใจเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
โครงการสำรวจภาคสนามของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในครั้งนี้ เรื่อง "ปัจจัยต่อการตัดสินใจเลือกตั้งผู้ว่า กทม. : กรณีศึกษาประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร" ซึ่งดำเนิน โครงการสำรวจระหว่างวันที่ 4 - 6 กรกฎาคม 2547
ประเภทของการสำรวจวิจัยครั้งนี้คือ การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research)
เทคนิควิธีการสุ่มตัวอย่าง ได้แก่ การเลือกตัวอย่างด้วยวิธีแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิ (Stratified Cluster Sampling)
พบว่า
ประชาชนจำนวนมากหรือร้อยละ 48.2 สนใจข่าวเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในขณะที่ร้อยละ 44.4 ไม่ค่อยสนใจ และร้อยละ 7.4 ไม่สนใจเลย
ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.3 ยังไม่พอใจเรื่องการแก้ปัญหาจราจร รองลงมาคือ ร้อยละ 69.8 ไม่พอใจเรื่องมลพิษทางอากาศและสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 57.2 ไม่พอใจเรื่องแหล่งเสื่อมโทรม ชุมชนแออัด ร้อยละ 51.6 ไม่พอใจเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ร้อยละ 50.8 ไม่พอใจเรื่อง สุขภาพทั้งทางกายและใจ ร้อยละ 47.1 ไม่พอใจเรื่องการแพร่ระบาดของยาเสพติด ร้อยละ 44.5 ไม่พอใจเรื่องปัญหาอาชญากรรม ร้อยละ39.2 ไม่พอใจเรื่องการให้บริการของหน่วยงานราชการ ร้อยละ 36.0 ไม่พอใจเรื่อง พฤติกรรมคอรัปชั่น รีดไถของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และร้อยละ 24.1 ระบุอื่นๆ อาทิ เด็กเร่ร่อน แรงงานต่างด้าว การศึกษา การส่งเสริมอาชีพ ศิลปวัฒนธรรมต่างชาติ เป็นต้น
เอแบคโพลล์ยังได้สำรวจปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ซึ่งผลสำรวจ 10 อันดับค่า ร้อยละของตัวอย่างที่ระบุปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร ได้แก่ อันดับหนึ่งหรือร้อยละ 77.9 ระบุเป็น ผลงานที่ ผ่านมาน่าประทับใจ รองลงมาคือร้อยละ 72.8 ระบุภาพลักษณ์ซื่อสัตย์ ไม่โกงกิน ร้อยละ 70.3 ระบุ ทุ่มเททำงานหนักตลอดเวลา ร้อยละ 66.4 ลงพื้นที่เข้าถึงปัญหา แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ ร้อยละ 59.1 บุคคลแวดล้อมไม่เป็นพิษต่อสังคม ร้อยละ 54.0 มีชื่อเสียงดีเป็นที่รู้จัก บุคลิกน่าเลื่อมใสศรัทธา ร้อยละ 46.2 การศึกษาดี มีวิสัยทัศน์ ร้อยละ 43.2 ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองระดับชาติขนาดใหญ่เช่นพรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น ร้อยละ 32.8 ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ได้ดี และร้อยละ 8.9 ระบุอื่นๆ เช่น เคยบริหารงานราชการกรุงเทพมหานครมาก่อน เคยเป็น สส มาก่อน เป็นต้น
นอกจากนี้ ประชาชนคนกรุงเทพมหานครจำนวนมากหรือร้อยละ 45.5 เห็นว่าจำเป็นที่ผู้สมัครต้องมี ความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลในการทำงานแก้ปัญหากรุงเทพมหานคร ในขณะที่ร้อยละ 31.6 เห็นว่าไม่จำเป็น และ ร้อยละ 22.9 ไม่มีความเห็น
สำหรับบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีผลต่อการตัดสินใจของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 53.8 ระบุเป็น พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้มีผลต่อการตัดสินใจของคนกรุงเทพมหานครในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองลงมาคือร้อยละ 49.3 ระบุ ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ร้อยละ 44.6 ระบุนางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 39.9 ระบุสมาชิกสภากรุงเทพมหานครและสมาชิกสภาเขต ร้อยละ 32.2 ระบุสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ร้อยละ 30.7 ระบุ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในขณะที่ร้อยละ 37.2 ระบุไม่มีใครมีผลสำคัญต่อการตัดสินใจ และร้อยละ 6.4 ไม่มีความเห็น
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจของเอแบคโพลล์ พบว่า ร้อยละ 48.9 รู้สึกสับสนกับท่าทีของพรรคไทยรักไทยใน การสนับสนุนผู้สมัคร ในขณะที่ร้อยละ 36.5 ไม่รู้สึกสับสน และร้อยละ 14.6 ไม่มีความเห็น
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ประชาชนร้อยละ 47.9 ระบุว่าผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งจากรัฐบาล ฝ่ายค้าน หน่วยงานราชการต่างๆ และประชาชนจะมีความพร้อมในการทำงานแก้ปัญหาของกรุงเทพมหานครได้ดีที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 25.9 ระบุเป็นผู้สมัครแบบอิสระไม่สังกัดพรรค และร้อยละ 16.6 ระบุเป็นผู้สมัครแบบสังกัดพรรค และร้อยละ 9.6 ไม่มีความเห็น
ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.1 ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นผู้ว่า ราชการกรุงเทพมหานคร ในขณะที่ร้อยละ 23.7 ตัดสินใจได้แล้ว และร้อยละ 13.2 ไม่มีความเห็น
ประเด็นสำคัญสุดท้ายคือ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.8 ระบุ กทม. และ กกต. ยังไม่มีวิธีการประชาสัมพันธ์ที่น่าสนใจให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในขณะที่ร้อยละ 8.7 ระบุมีวิธีการประชาสัมพันธ์ที่น่าสนใจแล้ว และร้อยละ 29.5 ไม่มีความเห็น