สำรวจการรับรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมและความตั้งใจของประชาชนที่จะไปเลือกตั้งผู้ว่า ฯ กทม.

การเลือกตั้งเป็นกระบวนการหนึ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้อำนาจแก่ประชาชนเลือกตัวแทนของตนขึ้นทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรุงเทพมหานครได้เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการ ทำหน้าที่บริหารราชการกรุงเทพมหานคร

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญได้ตระหนักถึงทัศนคติและพฤติกรรมของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาโดยตลอด โดยได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ที่ประชาชนจะใช้สิทธิเลือกตั้ง และประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานต่างๆ ใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจดำเนินการให้การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครบริสุทธิ์ยุติธรรมได้ตัวแทนของ ประชาชนอย่างแท้จริง

โครงการสำรวจภาคสนามของสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในครั้งนี้ เรื่อง "สำรวจการรับรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมและความตั้งใจของประชาชนที่จะไปเลือกตั้งผู้ว่า กทม: กรณีศึกษาประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตกรุงเทพมหานคร" ซึ่งดำเนินโครงการสำรวจระหว่างวันที่ 15 - 19 มิถุนายน 2547 ประเภทของการสำรวจวิจัยครั้งนี้คือ การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เทคนิควิธีการสุ่มตัวอย่าง ได้แก่ การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิ (Stratified Cluster Sampling) พบว่า

การรับรู้ของตัวอย่างต่อวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พบว่า ร้อยละ 61.9 ระบุ ไม่ทราบว่าจะมีการเลือกตั้งวันไหน ในขณะที่ ร้อยละ 25.7 ระบุทราบว่าวันที่เลือกตั้งคือวันที่ 29 สิงหาคม 2547 และร้อยละ 12.4 ระบุว่าทราบ แต่บอกวันที่ผิด ทั้งนี้เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามถึงความเพียงพอในการประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.นั้นพบว่า ตัวอย่างเกินกว่าครึ่งหนึ่ง คือร้อยละ 64.9 ระบุการประชาสัมพันธ์ยังไม่เพียงพอ ในขณะที่ร้อยละ 35.1 ระบุเพียงพอแล้ว

เมื่อสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างต่อกรณีเห็นด้วยหรือไม่ที่เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคนที่ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งผลการสำรวจพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 75.2 ระบุเห็นด้วย ในขณะที่ตัวอย่างร้อยละ 4.7 ระบุไม่เห็นด้วย และร้อยละ 20.1 ไม่ระบุความคิดเห็น ทั้งนี้ตัวอย่างร้อยละ 49.7 ระบุ ไม่เห็นด้วยต่อกรณีคนที่ไม่ไปเลือกตั้งควรจะได้รับการตำหนิจากสังคม ในขณะที่ ร้อยละ 40.2 ระบุเห็นด้วย และร้อยละ 10.1 ไม่ระบุความคิดเห็น ในขณะที่ตัวอย่างร้อยละ 36.1 ระบุเวลาที่คาดว่าจะใช้ในการเดินทางไปและกลับในการใช้สิทธิเลือกตั้ง คือ 30 นาที-1 ชั่วโมง รองลงมาคือร้อยละ 28.3 ระบุใช้คาดว่าจะใช้เวลาน้อยกว่า 30 นาที ร้อยละ 16.7 ระบุคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมง -1ชั่วโมงครึ่ง และร้อยละ 10.0 ระบุคาดว่าจะใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง ตามลำดับ ทั้งนี้ตัวอย่างร้อยละ 55.2 ระบุไม่มีความยากลำบากในการเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ในขณะที่ ร้อยละ 44.8 ระบุมีความยากลำบาก

เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามตัวอย่างต่อไปถึงความคิดที่จะไม่ไปเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 76.2 เคยคิดที่จะไม่ไปเลือกตั้ง ในขณะที่ร้อยละ 23.8 ระบุไม่เคยคิด อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างร้อยละ 56.8 ระบุไม่มีความรู้สึกผิดเมื่อไม่ได้ไปเลือกตั้ง เพราะคิดว่าตนเองมีเหตุผลเพียงพอเช่น ติดธุระ ต้องทำงาน ฝนตก ไม่สบาย ลำบากในการเดินทาง เบื่อนักการเมือง ผิดหวังกับคนที่เคยเลือกไป เป็นต้น ในขณะที่เสียงส่วนน้อยหรือร้อยละ 43.2 ระบุรู้สึกผิดเมื่อไม่ไปเลือกตั้ง นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.2 ไม่กลัวต่อการตัดสิทธิต่างๆ ถ้าไม่ไปเลือกตั้ง ในขณะที่ ร้อยละ 40.8 กลัวการตัดสิทธิ สำหรับความตั้งใจของตัวอย่างต่อการไปเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในครั้งนี้ พบว่าประชาชนเกินกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 36.8 ระบุ คิดว่าจะไม่ไป ในขณะที่ร้อยละ 31.7 ระบุตั้งใจจะไปเลือกตั้งในครั้งนี้ และร้อยละ 31.5 ระบุยังไม่แน่

ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาอย่างยิ่งก็คือความคิดเห็นของตัวอย่างต่อการซื้อสิทธิขายเสียงในการ เลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งผลสำรวจพบว่า ตัวอย่างร้อยละ 67.9 ระบุเชื่อว่าจะมีการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งนี้ ในขณะที่ ร้อยละ 14.2 ระบุไม่เชื่อว่าจะมี และร้อยละ 17.9 ไม่ระบุความคิดเห็น ทั้งนี้ ตัวอย่างร้อยละ 52.9 ระบุพร้อมจะให้ความร่วมมือกับ กกต.ในการให้เบาะแสและแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง ในขณะที่ ร้อยละ 20.7 ระบุ ไม่พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ และร้อยละ 26.4 ไม่ระบุความคิดเห็น ตามลำดับ













Copyright (c) 1999 Abac - Ksc Internet Poll Research Center, Assumption University. All rights reserved.
Reproduction in whole or in part in any form or medium without express written permission
of Abac - Ksc Internet Poll Research Center is prohibited.